ความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับกระเบื้องแกรนิโต้
กระเบื้องแกรนิโต้คืออะไร?
ชื่อสามัญ : Homogeneous Tile
คำแปล : กระเบื้องเนื้อเดียว
ชื่ออื่นๆ : เพากวงจวน, Granit to Tile, Polishing Tile, Porcelain Tile
แหล่งกำเนิด: ประเทศอิตาลี
แหล่งผลิตสำคัญ : ประเทศจีน


กระเบื้องแกรนิโต้มีชนิดใดบ้าง?

Soluble Salt Tile
Super white Tiles
Double Charge Tiles
Micro-powder Tile
Glass-White
etc.

คุณสมบัติและประเภทของกระเบื้อง
1.1 กระเบื้องเคลือบ (Glaze Tiles)
กระเบื้อง ดินเผา, ดินแดง, 900?C – 1,100?C / % AB 15-19%
กระเบื้อง เคลือบ, ปูพื้น 1,150?C – 1,200?C / % AB ~ 5%
กระเบื้อง พลอสเลน 1,250?C – 1,300?C / % AB ~ 0.2%

1.2 กระเบื้องแกรนิตโต้ (Homogenous Tiles)
เนื้อหยาบ / 1,100?C – 1,200?C / % AB 0.5 %
- Soluble Salt
- Super White
เนื้อละเอียด / 1,220?C – 1,300?C / % AB 0.2%
-Double Charge
- Micro Powder
Soluble Salt
- ใช้วัตถุดิบที่มีสีไม่ขาวมาก ความละเอียดของผงจะผ่านตะแกรงกรองเบอร์ 150 - 200 การอัดขึ้นรูปใช้เครื่องอัดขนาดเล็ก – ปานกลาง เนื้อจึงไม่มีความหนาแน่น เป็นกระเบื้องที่เนื้อค้อนข้างอ่อน หลังจากใช้งานไปแล้วระยะหนึ่งเนื้อกระเบื้องจะสึก เกิดรอยขูดขีดง่าย สกปรกง่าย
- ความแข็งแกร่ง (Hard mess Value): ประมาณ 6-7
- ความมันวาว (Glossy Value): ประมาณ 50 – 55

Super White
- ใช้วัตถุดิบเน้นที่เป็นดินขาว (Kaolin) เป็นส่วนใหญ่ ความละเอียดของผงจะผ่านตะแกรงกรองเบอร์ 150 - 200 การอัดขึ้นรูปใช้เครื่องอัดขนาดเล็ก – ปานกลาง เนื้อกระเบื้อง Super White จะมีความพรุนตัวสูง หลังจากใช้งานไปแล้วระยะหนึ่งเนื้อกระเบื้องจะสึก เกิดรอยขูดขีดง่าย สกปรกง่าย
- ความแข็งแกร่ง (Hard mess Value): ประมาณ 6-7
- ความมันวาว (Glossy Value): ประมาณ 50 – 55

Double Charge + Micro Powder
- เป็นกระเบื้องที่ผลิตโดยมีเนื้อเป็น 2 ชั้น ชั้นล่างเป็นเนื้อปกติทั่วไป คือมีความแข็งและความหนาแน่นเหมือนกระเบื้องแกรนิตโต้ทั่วไป ส่วนชั้นบนหนาประมาณ 3 – 5 มิลลิเมตร จะเป็นเนื้อกระเบื้องที่มีความละเอียดสูงขนาดของอนุภาคอยู่ในระดับไมโคร โดยวัตถุดิบผิวชั้นบนนี้จะต้องผ่านตะแกรงกรองเบอร์ 200 ทั้งหมด เพื่อให้ได้ขนาดของอนุภาคที่เล็กเป็นพิเศษ จากนั้นนำมาขึ้นรูปโดยเครื่องอัดขนาดปานกลาง – ใหญ่ โดยขึ้นรูปชั้นล่างก่อน ดังนั้นเนื้อกระเบื้องจึงมีความหนาแน่นสูงกว่าเนื้อแกรนิตโต้โดยทั่วไป หลังจากที่เผาเสร็จแล้ว จะเข้าสู่กระบวนการขัดผิว (Polishing Process) จึงได้เป็นผิวหน้ากระเบื้องชั้นบน ที่มีขนาดรูเข็มเล็กมาก ทำให้มีความแข็งแกร่งมากกว่า เปื้อน สกปรกยากกว่า และสึกหรอช้ากว่ามาก
- ความแข็งแกร่ง (Hard mess Value): ประมาณ 7 - 8
- ความมันวาว (Glossy Value): ประมาณ 70 ขึ้นไป

1.3 กระเบื้องสังเคราะห์ (Synetic Tiles หรือ Glass-White)
- 1 Layer เนื้อแก้วหลอม / 1,200?C – 1,300?C / % AB ~ 0 %
- 2 Layer เนื้อแก้วหลอม + Body / 1,200?C – 1,300?C / % AB ~ 0 %

1.4 วัสดุกรุพื้นผิวชนิดอื่นๆ
- หินอ่อน , หินทราย, หินกาบ, หินแกรนิตธรรมชาติ
- หินอ่อนเทียม (Compress Marble)
- แผ่นพื้นหินขัดเงา (ผสมคอนกรีต) (Terrazzo)
- พื้นปูนซีเมนต์หินขัด
- ซีเมนต์แผ่น
- พื้นปูนซีเมนต์ขึ้นรูปลายหินต่างๆ
- พื้นผสมวัสดุหลายๆชนิดเช่น แผ่นจิ๊กซอล์
- ฯลฯ

พื้นหินอ่อนยุโรป

พื้นจิ๊กซอล์ Moses

หินแกรนิต หินอ่อน ชนิดต่างๆ
หินอ่อนเทียม

พื้นซีเมนต์ขัดมัน

2.ทฤษฎีการเผาสุก + การขัดเงา (Polishing)
วัตถุดิบก่อนทำการเผาจะมีช่องอากาศ และมวลสารต่าง ๆ จะแยกกันเป็นอิสระ เมื่อถูกนำไปเผาให้สุกตัว มวลสารต่าง ๆ ก็จะเริ่มหลอมละลายเป็นเนื้อเดียวกัน จึงเกิดการหดตัวของเนื้อกระเบื้องประมาณ 13-17% ทำให้โพรงหรือช่องว่างต่าง ๆ ลดขนาดเล็กลง

เมื่อนำไปขัดเงา ผิวชั้นบนสุดถูกขัดออกไป แต่โพรงหรือรูเข็มเล็ก ๆ ก็ยังคงสภาพเดิมอยู่จึงทำให้เกิดความเป็นธรรมชาติ ที่กระเบื้องแกนนิตโต้จะมีรูหรือโพรงใหญ่ ๆ ที่สามารถมองเห็นได้หากคุณภาพกระเบื้องไม่ได้มาตราฐาน และรูเล็ก ๆ ขนาดไมคอนที่ต้องใช้กล้องขยายส่องดูบนพื้นผิว

ดังนั้น เมื่อเกิดการใช้งานตามปกติ ทำให้เกิดคราบสกปรกต่าง ๆ จมตัวลงไปในรูเข็มดังกล่าว ทำให้กระเบื้องเกิดรอยเบื้อนบนผิวหน้าได้ หากไม่มีการเคลือบ WAX เพื่อป้องกันคราบสกปรก

ภาพขยายผิวกระเบื้องแกรนิโต้ 100 เท่า

3.การเคลือบผิว
หลังจากกระเบื้องแกรนิตโต้ผ่านการขัดเงาเรียบร้อยแล้ว ผู้ผลิตจะนำมาเข้าสู้กระบวนการเคลือบผิว เพื่อป้องกันการเปื้อน และรอยขูดขีด บนหน้ากระเบื้อง ที่อาจเกิดจากการติดตั้งกระเบื้อง ดังนั้นจึงจำเป็นที่ต้องมีการเคลือบผิว โดยกระบวนการเคลือบผิว แบ่งออกเป็น 2 ประเภทดังนี้

3.1 การเคลือบ WAX ชนิดธรรมดา

ผู้ผลิตจะใช้ WAX ธรรมดาทั่วไปเพื่อปิดผิว ป้องกันไม่ให้คราบสกปรกต่าง ๆ เข้าไปในรูเข็มบนผิวของกระเบื้องได้ แต่ไม่สามารถป้องกันคราบเปื้อนต่าง ๆ ได้ โดยคราบ WAX ชนิดนี้ก่อนการใช้งานกระเบื้องต้องทำการขัดล้างทำความสะอาดก่อน

3.2 การเคลือบ WAX ชนิด Nano

เป็นการใช้ Nano Technology คือใช้วัตถุดิบที่มีขนาดเล็กมากในระดับนาโน เคลือบผิวหน้า โดยสารดังกล่าวจะเข้าไปอุดรูเล็ก ๆ บนผิวกระเบื้องแกรนิตโต้ โดยการใช้ความร้อนในการขัดผิวหน้าเพื่อให้สารเคมีเกิดพันธะเคมี ขยายตัวและเกาะอยู่ เต็มรูเข็ม ที่ขนาดไมคอน จึงทำให้ WAX ชนิดนี้เกาะติดแน่นบนผิวกระเบื้อง ช่วยให้กระเบื้องเกิดคราบสกปรกได้ยาก และยังเพิ่มความสวยงาม สังเกตุได้จากค่า Glossy จะอยู่ที่ 80 ขึ้น WAX ชนิดนี้จะมีความคงทน และติดอยู่กับผิวกระเบื้องจนกว่ากระเบื้องจะสึกและหลุด ตามผิวกระเบื้องไปด้วย

ภาพแสดงการเปรียบเทียบสภาพพื้นผิวของกระเบื้องแกรนิโต้ชนิดต่างๆ
Nano แจ้งวัฒนะ ธรรมดา TPC 06000 A




 
MAG – 1&2 MAG - 3  

4. การปูพื้นกระเบื้องแกรนิตโต้
การปูพื้นกระเบื้องแกรนิตโต้พื้นฐานปูน + ทรายหยาบปูน + ทรายละเอียดหยาบ

ปัญหาทั่วไป
4.1 พื้นต่างระดับ ทำให้เกิดคราบสกปรกในแผ่นที่ต่ำกว่า เมื่อเปิดการใช้งานไปแล้วระยะหนึ่ง
** สาเหตุ - กระเบื้องขาดคุณภาพโก่ง, แอ่น, บิดงอ
- เทคนิคการปูแบบกระเบื้องเคลือบ + ปูแบบหินแกรนิต
- น้ำหนักของกระเบื้อง

4.2 การทำ First Cleaning ผิดวิธี
** สาเหตุ - ล้างคราบ WAX ออกไม่หมด ทำให้เป็นคราบวง ๆ ตามผิวที่ไม่สามารถล้างออก ได้หลังการใช้งานแล้ว ซึ่งการล้างคราบสกปรก โดยใช้สารเคมีผิดประเภท ซึ่งอาจเกิดการทำลาย ซิลิคอน (Si) บนผิวของกระเบื้อง วัสดุที่ใช้ขัดผิวต้องไม่แข็งเกินไป หากแข็งเกินไปจะทำให้ เกิดรอยขีดข่วนบนผิวกระเบื้องได้

4.3 การซ่อมแซม + ปรับปรุง สภาพหน้ากระเบื้อง หลังปูพื้นเสร็จใหม่
** สาเหตุ - การเจียรขอบกระเบื้อง เพื่อให้ผ่านการตรวจรับงาน แต่เมื่อเปิดการใช้งานแล้วจะทำให้เกิดคราบสกปรกฝังลึก และแน่นตามร่องรอยจากการเจียรขอบ สังเกตุได้โดยจะมีคราบดำ ๆ เป็นปื้น ๆ ตามมุม และขอบของแต่ละแผ่นกระเบื้อง
- สี/สนิม หากใช้เคมีที่ไม่เหมาะสม ผู้ปูกระเบื้องก็จะใช้เหล็กขูด หรือเจียรเพื่อส่งมอบงาน
- รอยขูดขีด ซึ่งเกิดจากเครื่องมือ หรือหินทรายที่หล่นลงบนหน้ากระเบื้อง และทำ การเช็ดถูโดยไม่เก็บออกก่อนทำความสะอาด ก็จะทำให้เกิดร่องรอยขูดขีดทั่วไป

ปัญหาคราบดำสกปรกจากแว๊กซ์บนผิวกระเบื้อง


ก่อนการล้างแว๊กซ์ หลังการล้างแว๊กซ์

5.1 การซ่อมบำรุง
ควรล้างคราบน้ำยาแว๊กซ์บนผิวกระเบื้องออกก่อนการเปิดใช้งาน

การซ่อมแซมผิวกระเบื้องแกรนิตโต้ เนื่องจากการใช้งาน ซึ่งสามารถสังเกตุได้จากผิวกระเบื้องปรากฎเป็นเส้นขนแมวอย่างขัดเจน และเกิดคราบสกปรกฝังลึกอยู่ใต้ผิวซึ่งสาเหตุมาจากผิวชั้นบนสุดที่มี WAXปกป้องอยู่เกิดการสึกหรอ และเนื้อ WAX ถูกขัดถูออก ซึ่งถือเป็นปกติจากการใช้งาน ดังนั้นจึงควรมีการบำรุงรักษาอย่างถูกต้อง เพื่อให้พื้นผิวกระเบื้องแกรนิโต้อยู่ในสภาพที่สมบูรณ์ ซึ่งจะช่วยให้การบำรุงรักษาต้นทุนต่ำลงมา

การซ่อมแซมผิว (Renovate) สำหรับแกรนิตโต้ : มีวิธีการที่ทำได้ไม่ยากนัก ซึ่งจุดนี้เป็นข้อดีของกระเบื้องแกรนิตโต้ ที่แตกต่าง กับกระเบื้องเคลือบ กระเบื้องเคลือบโดยทั่วไปเมื่อสึกจะทำให้สี และผิว คุณภาพด้อยลง ไม่สามารถซ่อมแซมได้ จะต้องปิดพื้นที่ เพื่อเปลี่ยนกระเบื้องใหม่ ส่วนกระเบื้องแกรนิตโต้เมื่อสึกสามารถที่จะขัดพื้นซ่อมแซมได้ โดยใช้วิธี Diamond Cutting System ซึ่งจะใช้เครื่องจักรที่มีน้ำหนักมากพอที่จะให้แรงกดต่อพื้นผิวที่ต้องการขัด และใช้แผ่นขัดเพชรที่มีความแข็งกว่าเนื้อกระเบื้อง ทำการขัดผิวลอกหน้าใหม่โดยไล่เรียงจากเบอร์ที่หยาบไปจนถึงเบอร์ละเอียดที่สุด และทำการขัดผิวด้วยน้ำยาเคมีพิเศษอีกครั้งหนึ่ง ผิวของกระเบื้องแกรนิตโต้ก็จะกลับมาเงางามเหมือนใหม่อีกครั้ง

หลังจากที่มีการซ่อมแซมผิวเรียบร้อยแล้ว ก็จะทำการขัดผิวหน้าด้วย Nano Technology หรือ Nano Wax อีกครั้ง ซึ่งจะช่วยทำให้ การบำรุงรักษาง่ายขึ้น และทนต่อการใช้งานได้เหมือนกระเบื้องใหม่ที่พึ่งออกจากโรงงาน

5.2ข้อแนะนำการบำรุงรักษา
ทำความสะอาดประจำวันด้วยผ้าม็อบสะอาดและแห้ง โดยดันฝุ่นให้ทั่วพื้นผิว

หากมีคราบสกปรกที่ผ้าม็อบดันฝุ่นทำความสะอาดไม่ได้ ควรใช้ผ้านุ่มชุบน้ำเปล่าเช็ดถูเฉพาะจุด

หากมีคราบสกปรกที่เช็ดด้วยน้ำเปล่าไม่ออก ให้ใช้ผ้าชุบด้วยน้ำยา ASC Super Max Cream ทำการเช็ดออก

ทำความสะอาดประจำอาทิตย์ โดยใช้น้ำยาทำความสะอาดเจือจางที่มีค่า pH 7.0 ขอแนะนำ ASC Daily Cleaner โดยผสมน้ำยา 2 ฝาต่อน้ำสะอาด 4 ลิตร เช็ดถูด้วยผ้าม็อบสะอาดให้ทั่วพื้นผิว ควรต้องเปลี่ยนน้ำและซักผ้าม็อบทุกๆ 50-70 ตารางเมตร และปล่อยพื้นให้แห้งสนิทโดยไม่ต้องใช้น้ำล้างออก

ห้ามใช้สารเคมี หรือน้ำยาทำความสะอาดทุกชนิดที่มีฤทธิ์เป็น กรด และ ด่าง ที่มีค่าและความเข้มข้นสูง ๆ เช่น น้ำยาล้างห้องน้ำ,น้ำยาทำความสะอาดท่อน้ำทิ้ง, น้ำยาทำความสะอาดคราบไขมันทุกชนิด เป็นต้น เพื่อทำความสะอาดหรือสัมผัสโดนพื้นอย่างเด็ดขาด

ควรหลีกเลี่ยงการลากจูง หรือเข็นเคลื่อนย้ายสิ่งของที่ไม่มีล้อไปบนพื้น

การกำหนดชนิดของพื้นที่การใช้งาน
RED ZONE คือพื้นที่บริเวณที่มีการใช้งานหนักมากเป็นพิเศษ และพื้นที่ที่มีโอกาสใช้งานมากเป็นประจำ ตัวอย่างเช่น
บริเวณปากประตูเข้า-ออก
บริเวณหน้าลิฟท์
บริเวณหน้าเคาน์เตอร์บริการลูกค้า
บริเวณที่มีการใช้ล้อเข็นหรือรถลากจูง เพื่อขนถ่ายสินค้าเป็นประจำ
บริเวณที่มีการสึกหรอสูงมาก และเร็วกว่าจุดอื่นๆ

BLUE ZONE
คือพื้นที่บริเวณที่มีการสัญจรปกติทั่วไป ตัวอย่างเช่น
บริเวณกลางๆของช่องทางเดิน หรือถนน ประมาณ 2 เมตรของจุดกลางทางเดิน
พื้นที่ส่วนกลาง หรือจัดแสดงสินค้า
บริเวณศูนย์อาหาร
พื้นห้องน้ำ
บริเวณที่มีการสึกหรอภายในเวลาไม่ต่ำกว่า 2 ปี

GREEN ZONE
คือพื้นที่บริเวณที่มีการใช้งานน้อยมาก ตัวอย่างเช่น
บริเวณขอบๆ ของทางเดิน หรือชิดกำแพง
ทางเดินทั่วไปที่ลูกค้าสัญจรน้อยๆ เช่นชั้น 3 ขึ้นไป
พื้นที่ด้านหลังประตู หลังป้ายโฆษณา ฯลฯ
บริเวณที่มีการสึกหรอน้อยมาก

5.3 สำหรับการบำรุงรักษาประจำวัน
1. ใช้ Mob สะอาดถูคราบและฝุ่นสกปรกประจำวัน

2. ทำการขัดล้างผิว(Big clean) ด้วยน้ำยาพิเศษเฉพาะ ที่ไม่เป็นกรด-ด่างแรงเกินไป เพื่อขจัดคราบที่ติดแน่นซึ่ง Mob ไม่สามารถเช็ดออกได้ โดยการกำหนดระยะเวลามาก-น้อย แล้วแต่สภาพการใช้งานในแต่ละจุด เช่น
- จุดที่ใช้งานมาก ๆ และสกปรกเร็ว : ขัดล้าง 1 - 2 อาทิตย์/ครั้ง**
- จุดที่ไม่เปื้อนมาก : อาจจะต้องขัดล้าง 2 – 4 อาทิตย์/ครั้ง**
- จุดที่มีความสะอาดมาก(ใช้งานน้อย) : อาจจะขัดล้าง 2 – 4 เดือน/ครั้ง**
** การกำหนดรอบการทำความสะอาด เป็นการยกตัวอย่างเท่านั้น ผู้ควบคุมสามารถเป็นผู้กำหนดเอง ขึ้นอยู่กับมาตราฐานความสะอาด ของแต่ละอาคาร

ภาพแสดงการขัดล้างด้วยเครื่องขัดพื้น 175 รอบ

การปรับปรุงพื้นกระเบื้องแกรนิโต้ ด้วยระบบ Diamond Cutting

ภาพก่อนการ Diamond Cutting ภาพหลังการ Diamond Cutting